แชร์

E-KYC คืออะไร? สำคัญอย่างไรในการลงนามดิจิทัล

อัพเดทล่าสุด: 19 ก.ย. 2026
21 ผู้เข้าชม
E-KYC คืออะไร ?

E-KYC คืออะไร? สำคัญอย่างไรในการลงนามดิจิทัล


การเซ็นสัญญาออนไลน์ทำให้ธุรกิจเร็วขึ้นมาก จากที่เคยต้องส่งเอกสารไปกลับหลายวัน เหลือเพียงกดยืนยันในไม่กี่นาที เช่นเดียวกับงานเอกสารฝั่งภาษีที่หลายธุรกิจศึกษากันไปแล้วว่า E-Tax คืออะไร แล้วเปลี่ยนมาออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์กันจนเป็นเรื่องปกติ แต่ความเร็วของเอกสารดิจิทัลก็มาพร้อมคำถามที่ตอบยากขึ้นเช่นกัน นั่นคือ ธุรกิจจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่กดเซ็นอยู่อีกฝั่งหนึ่งของหน้าจอ คือคนที่มีอำนาจลงนามจริง ๆ


คำตอบของคำถามนี้คือ E-KYC หรือกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ทำให้ลายเซ็นดิจิทัลมีน้ำหนักจริงในทางกฎหมาย ไม่ใช่แค่ภาพลายเซ็นที่วางทับลงบนไฟล์ บทความนี้สรุปให้เข้าใจง่ายว่า E-KYC คืออะไร เกี่ยวข้องกับการลงนามดิจิทัลอย่างไร และมีมาตรฐานอะไรที่ธุรกิจควรรู้ก่อนเลือกระบบ


E-KYC คืออะไร ?


E-KYC ย่อมาจาก Electronic Know Your Customer คือการนำกระบวนการ "รู้จักตัวตนของคู่สัญญาหรือลูกค้า" ที่เดิมต้องทำแบบพบหน้าและใช้สำเนาเอกสาร มาทำในรูปแบบดิจิทัลทั้งหมด


โดยทั่วไป E-KYC ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนที่ต่างกันชัดเจน


การพิสูจน์ตัวตน (Identity Proofing) คือการยืนยันว่าคนคนนี้มีตัวตนจริงและเป็นคนเดียวกับที่อ้าง เช่น การถ่ายบัตรประชาชนเพื่ออ่านข้อมูล การถ่ายภาพใบหน้าเปรียบเทียบกับรูปในบัตร หรือการตรวจสอบข้อมูลกับฐานข้อมูลภาครัฐ ขั้นตอนนี้ทำครั้งแรกตอนเปิดใช้งาน
การยืนยันตัวตน (Authentication) คือการตรวจสอบซ้ำในทุกครั้งที่กลับมาทำธุรกรรม เช่น การกรอกรหัส OTP การใช้ PIN หรือการสแกนใบหน้าอีกครั้งก่อนกดเซ็นเอกสาร

ความต่างของสองขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะการพิสูจน์ตัวตนตอบคำถามว่า "คนนี้เป็นใคร" ส่วนการยืนยันตัวตนตอบคำถามว่า "ตอนนี้คนที่กำลังกดเซ็น ยังเป็นคนเดิมอยู่หรือเปล่า" ระบบที่ดีต้องมีครบทั้งสองส่วน


ทำไม E-KYC ถึงสำคัญกับการลงนามดิจิทัล ?


หลายคนเข้าใจว่าลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์คือการอัปโหลดภาพลายเซ็นไปวางบนไฟล์ PDF แต่ในทางกฎหมายไทย เรื่องนี้มีรายละเอียดมากกว่านั้น


พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 กำหนดไว้ในมาตรา 9 ว่า ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ต้องใช้วิธีการที่เชื่อถือได้ ซึ่งสามารถ ระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่อ และ แสดงว่าบุคคลนั้นยอมรับข้อความในเอกสาร และในมาตรา 26 ยังกำหนดคุณสมบัติของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้เพิ่มเติม เช่น ข้อมูลที่ใช้สร้างลายมือชื่อต้องเชื่อมโยงไปยังเจ้าของลายมือชื่อเท่านั้น อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าของ และหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลังลงนาม ต้องตรวจพบได้


จุดนี้เองที่ทำให้ E-KYC ขาดไม่ได้ เพราะ ลายเซ็นบอกได้แค่ว่า "มีคนเซ็น" แต่ E-KYC คือสิ่งที่ตอบได้ว่า "ใครเป็นคนเซ็น" เอกสารที่เซ็นโดยไม่มีการยืนยันตัวตนที่หนักแน่นพอ เมื่อเกิดข้อพิพาทแล้วคู่สัญญาปฏิเสธว่าไม่ได้เซ็น ธุรกิจจะแทบไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันเลย


ในทางปฏิบัติ ประโยชน์ที่ธุรกิจได้จาก E-KYC จึงมี 3 ด้านหลัก

ลดความเสี่ยงเรื่องการปฏิเสธความรับผิด มีร่องรอยการยืนยันตัวตนแนบไปกับเอกสารทุกฉบับ
ป้องกันการสวมสิทธิ ทั้งกรณีปลอมตัวเป็นผู้มีอำนาจลงนาม และกรณีอีเมลของผู้ลงนามถูกเข้าถึงโดยคนอื่น
ปิดดีลได้เร็วขึ้น ไม่ต้องนัดเจอเพื่อตรวจบัตรประชาชนหรือขอสำเนาเอกสารก่อนเซ็น


E-KYC ทำงานอย่างไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง ?


ถึงแต่ละระบบจะมีรายละเอียดต่างกัน แต่โครงหลักของ E-KYC ที่ใช้กับการลงนามดิจิทัลมักเดินตาม 4 ขั้นตอนนี้


ขั้นที่ 1: เก็บข้อมูลอัตลักษณ์จากเอกสารราชการ


เริ่มจากให้ผู้ลงนามถ่ายภาพบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง แล้วระบบอ่านข้อมูลออกมาโดยอัตโนมัติ ลดการคีย์ผิดและตัดขั้นตอนขอสำเนาเอกสารออกไป


ขั้นที่ 2: ตรวจสอบว่าเอกสารและข้อมูลถูกต้องจริง


นำข้อมูลที่ได้ไปตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น ฐานข้อมูลภาครัฐ เพื่อยืนยันว่าเลขบัตรและชื่อที่ให้มาตรงกับตัวตนที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นหรือปลอมแปลง


ขั้นที่ 3: ยืนยันว่าคนที่ทำรายการคือเจ้าของเอกสาร


เป็นขั้นตอนที่แยกคนถือบัตรออกจากเจ้าของบัตรจริง เช่น การถ่ายภาพใบหน้าเพื่อเปรียบเทียบกับรูปในบัตร ซึ่งเป็นจุดที่ป้องกันการนำบัตรของคนอื่นมาใช้แทน


ขั้นที่ 4: ยืนยันตัวตนซ้ำก่อนลงนามทุกครั้ง


เมื่อผ่านการพิสูจน์ตัวตนแล้ว ในการเซ็นเอกสารแต่ละครั้งระบบจะขอยืนยันตัวตนอีกชั้น เช่น รหัส OTP หรือปัจจัยยืนยันตัวตนอื่นที่ผูกกับผู้ลงนาม แล้วบันทึกร่องรอยทั้งหมดไว้เป็นหลักฐานประกอบเอกสารฉบับนั้น


ขั้นที่ 1–3 คือส่วนที่ทำครั้งเดียวตอนเปิดใช้งาน ส่วนขั้นที่ 4 คือส่วนที่เกิดขึ้นซ้ำทุกครั้งที่มีการเซ็น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม E-KYC ที่ดีจึงไม่ควรแยกออกจากระบบลงนาม เพราะถ้าแยกกัน ทีมงานจะต้องทำงานสองระบบทุกครั้งที่มีสัญญาเข้ามา


IAL และ AAL คืออะไร? รู้จักมาตรฐานที่ธุรกิจควรรู้ก่อนเลือกระบบ


สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้กำหนดมาตรฐานระดับความน่าเชื่อถือของการพิสูจน์และยืนยันตัวตนไว้ 2 ชุด โดยอ้างอิงจากมาตรฐานสากล NIST SP 800-63

มาตรฐาน ตอบคำถามว่า แบ่งเป็น
IAL (Identity Assurance Level) การพิสูจน์ตัวตนเข้มงวดแค่ไหน IAL1 ถึง IAL3 โดย IAL3 เข้มงวดที่สุด ต้องตรวจสอบเอกสารหลายชุดและเทียบใบหน้าแบบพบหน้าหรือผ่านวิดีโอคอล
AAL (Authenticator Assurance Level) สิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตนน่าเชื่อถือแค่ไหน AAL1 ถึง AAL3 โดย AAL1 ใช้ปัจจัยเดียว AAL2 ใช้สองปัจจัย และ AAL3 ต้องใช้สองปัจจัยร่วมกับอุปกรณ์เข้ารหัส



หลักในการเลือกไม่ใช่ "เอาระดับสูงสุดไว้ก่อน" แต่คือการประเมินความเสี่ยงของเอกสารแต่ละประเภท เอกสารภายในอย่างใบขออนุมัติทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องใช้ระดับเดียวกับสัญญาที่มีมูลค่าสูงหรือสัญญาที่ผูกพันระยะยาว ระบบที่ใช้ได้จริงจึงควรปรับระดับความเข้มงวดตามประเภทเอกสารได้ ไม่ใช่บังคับใช้แบบเดียวกันทั้งองค์กร


E-KYC ใช้กับงานเอกสารแบบไหนได้บ้าง ?

หลายคนยังติดภาพว่า E-KYC เป็นเรื่องของธนาคารหรือแอปการเงินเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง งานเอกสารที่ธุรกิจทั่วไปทำอยู่ทุกวันก็ได้ประโยชน์ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเอกสารที่หากถูกปฏิเสธความรับผิดในภายหลังแล้วจะเสียหายสูง

  • สัญญากับคู่ค้าและผู้รับเหมา โดยเฉพาะสัญญาที่มีมูลค่าสูงหรือมีการส่งมอบงานเป็นงวด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเกิดข้อพิพาทมากที่สุด
  • งาน HR และการรับพนักงานใหม่ ทั้งสัญญาจ้าง หนังสือรับรอง และเอกสารยินยอมต่าง ๆ ที่ต้องเซ็นตั้งแต่ก่อนพนักงานเข้าออฟฟิศวันแรก
  • หนังสือมอบอำนาจและเอกสารที่ต้องใช้ผู้มีอำนาจลงนาม เพราะเป็นเอกสารที่ความเสียหายจากการสวมสิทธิสูงมาก
  • สัญญาเช่าและสัญญาบริการรายปี ที่ผูกพันยาวและมักต้องหยิบกลับมาอ้างอิงเมื่อถึงรอบต่อสัญญา
  • งานฝั่งลูกค้ารายย่อย (B2C) เช่น การเปิดใช้บริการหรือสมัครสมาชิกที่ลูกค้าอยู่คนละจังหวัด ซึ่งการนัดเจอเพื่อตรวจบัตรประชาชนแทบเป็นไปไม่ได้


จุดร่วมของเอกสารเหล่านี้คือ ธุรกิจไม่ได้เจอหน้าคู่สัญญาตอนเซ็น ดังนั้นสิ่งเดียวที่ยืนยันตัวตนได้จึงเป็นร่องรอยที่ระบบบันทึกไว้


ก่อนเลือกระบบ E-KYC ควรดูอะไรบ้าง ?

เมื่อธุรกิจตัดสินใจว่าจะนำ E-KYC มาใช้ สิ่งที่ควรเช็กก่อนเลือกผู้ให้บริการมีดังนี้

  • ปรับระดับความเข้มงวดตามเอกสารได้หรือไม่ เพราะถ้าบังคับให้ทุกเอกสารผ่านขั้นตอนเดียวกันหมด งานเอกสารภายในจะช้าลงโดยไม่จำเป็น
  • เชื่อมกับกระบวนการลงนามได้เลยหรือต้องทำแยก ระบบที่ยืนยันตัวตนอยู่ในเวิร์กโฟลว์เดียวกับการเซ็น จะไม่สร้างงานเพิ่มให้ทีมงาน
  • หลักฐานการยืนยันตัวตนถูกเก็บไว้กับเอกสารหรือเปล่า เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาท สิ่งที่ต้องหยิบมาแสดงคือร่องรอยที่ผูกกับเอกสารฉบับนั้นโดยตรง
  • รองรับทั้งงาน B2B และ B2C ไหม ธุรกิจส่วนใหญ่มีทั้งสัญญากับองค์กรและเอกสารกับลูกค้ารายย่อย ซึ่งต้องการวิธียืนยันตัวตนคนละแบบ
  • การเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปตาม PDPA หรือไม่ เพราะข้อมูลที่ใช้ทำ E-KYC ทั้งภาพบัตรประชาชนและภาพใบหน้า ล้วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องมีฐานการประมวลผลและมาตรการดูแลที่ชัดเจน

ให้ธุรกิจของคุณลงนามดิจิทัลอย่างมั่นใจ ด้วยตัวช่วยอย่าง i-BOX Doc2Sign


การมี E-KYC ที่ดีจะได้ผลก็ต่อเมื่อมันทำงานอยู่ในกระบวนการลงนามจริง ไม่ใช่แยกเป็นอีกระบบที่ทีมงานต้องมาทำเพิ่มเอง ดังนั้นระบบ i-BOX Doc2Sign ออกแบบให้การยืนยันตัวตนเป็นส่วนหนึ่งของเวิร์กโฟลว์การเซ็นสัญญาตั้งแต่ต้น ครอบคลุม

  • การยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน ทั้ง 2-Factor Verification, การทำ E-KYC และการตรวจสอบข้อมูลตัวตนกับภาครัฐ รองรับทั้งงาน B2B และ B2C เลือกปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละประเภทเอกสารหรือธุรกรรมได้
  • ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับกฎหมายไทย จัดทำตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (ฉบับอัปเดต) พร้อมตรวจสอบความสมบูรณ์ของเอกสารหลังลงนามได้ว่าไม่มีการแก้ไขใด ๆ
  • เวิร์กโฟลว์ที่ยืดหยุ่น จัดเส้นทางเอกสารที่ต้องผ่านการตรวจสอบ อนุมัติ และลงนาม ได้ทั้งแบบเรียงลำดับและแบบเซ็นพร้อมกัน พร้อมติดตามสถานะได้ว่าค้างอยู่ที่ใคร
  • การแจ้งเตือนอัตโนมัติ ทั้งเตือนผู้ลงนามให้เซ็นเร็วขึ้น เตือนเอกสารประกอบสัญญาหมดอายุ และการต่อสัญญาอัตโนมัติ 

ผลลัพธ์คือกระบวนการลงนามสัญญาที่จบได้ภายใน 5 นาที โดยที่ทุกฉบับมีร่องรอยการยืนยันตัวตนของผู้ลงนามครบถ้วน


สำหรับท่านใดที่สนใจยกระดับการเซ็นสัญญาของธุรกิจให้ทั้งเร็วและรัดกุมขึ้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อทีมงานได้ที่ www.i-box.app/doc2sign-e-signature 


สรุปทั้งหมด


E-KYC คือกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ประกอบด้วยการพิสูจน์ตัวตนตอนเริ่มใช้งาน และการยืนยันตัวตนซ้ำในทุกครั้งที่ทำธุรกรรม


ความสำคัญของ E-KYC ต่อการลงนามดิจิทัลอยู่ตรงที่กฎหมายไทยกำหนดให้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ต้องระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อได้ ดังนั้นลายเซ็นที่ไม่มีการยืนยันตัวตนรองรับ จึงเป็นจุดอ่อนที่สุดของสัญญาเมื่อเกิดข้อพิพาท และสำหรับธุรกิจที่ต้องการให้เรื่องนี้ทำงานได้จริงโดยไม่เพิ่มภาระให้ทีมงาน การเลือกระบบที่รวมการยืนยันตัวตนไว้ในเวิร์กโฟลว์การเซ็นอย่าง i-BOX Doc2Sign คือตัวเลือกที่ดีที่สุด


FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ E-KYC


Q : E-KYC กับ KYC ต่างกันอย่างไร ?


A : เป็นกระบวนการเดียวกันคือการรู้จักตัวตนของคู่สัญญาหรือลูกค้า ต่างกันที่วิธีทำ KYC แบบเดิมใช้การพบหน้าและเก็บสำเนาเอกสาร ส่วน E-KYC ทำผ่านช่องทางดิจิทัลทั้งหมด เช่น ถ่ายบัตรประชาชน เทียบใบหน้า และตรวจสอบข้อมูลกับฐานข้อมูลภาครัฐ ทำให้เร็วกว่าและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายกว่า


Q : เซ็นเอกสารด้วยภาพลายเซ็นที่วางทับบนไฟล์ ใช้ได้ตามกฎหมายหรือไม่ ?


A : กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบตายตัวว่าลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ต้องหน้าตาแบบไหน แต่กำหนดว่าต้องใช้วิธีการที่เชื่อถือได้ในการระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อและแสดงว่ายอมรับข้อความในเอกสาร ภาพลายเซ็นเพียงอย่างเดียวจึงพิสูจน์ได้ยากว่าใครเป็นคนวาง การมีกระบวนการยืนยันตัวตนประกอบจึงทำให้เอกสารมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อต้องใช้เป็นหลักฐาน


Q : IAL กับ AAL ต่างกันอย่างไร ?


A : IAL วัดความเข้มงวดของการพิสูจน์ตัวตนว่าคนคนนี้เป็นใคร ส่วน AAL วัดความน่าเชื่อถือของสิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตนในแต่ละครั้งที่กลับมาทำธุรกรรม พูดง่าย ๆ คือ IAL ใช้ตอนเปิดใช้งานครั้งแรก ส่วน AAL ใช้ทุกครั้งที่เซ็นเอกสาร


Q : ธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน จำเป็นต้องใช้ E-KYC ไหม ?


A : จำเป็นตามระดับความเสี่ยงของเอกสาร แม้ธุรกิจทั่วไปจะไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกับสถาบันการเงิน แต่สัญญาที่มีมูลค่าสูง สัญญาจ้างงาน หรือสัญญาที่ผูกพันระยะยาว ล้วนเป็นเอกสารที่ธุรกิจไม่อยากให้ถูกปฏิเสธความรับผิดในภายหลัง การมี E-KYC จึงเป็นการลดความเสี่ยงตั้งแต่วันที่เซ็น


Q : การทำ E-KYC ทำให้ขั้นตอนการเซ็นสัญญาช้าลงหรือเปล่า ?


A : ไม่ช้าลง ถ้าการยืนยันตัวตนถูกออกแบบให้อยู่ในเวิร์กโฟลว์การเซ็นตั้งแต่ต้น ผู้ลงนามจะเจอขั้นตอนยืนยันตัวตนเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเอกสารและกดเซ็น ไม่ต้องสลับไปทำในระบบอื่น ซึ่งยังเร็วกว่าการส่งเอกสารไปกลับเพื่อขอสำเนาบัตรประชาชนแบบเดิมมาก



บทความที่เกี่ยวข้อง
ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) คืออะไร? สรุปทุกเรื่องที่ SME ต้องรู้
ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) คืออะไร ดีกว่าแบบกระดาษอย่างไร? ทำไมถึงเป็นตัวเลือกสำหรับธุรกิจที่อยากเพิ่มการเติบโตในยุคดิจิทัล
This website uses cookies to enhance your experience and providing the best service from us. Please confirm the acceptance. You can learn more about our use of cookies from our Policy. นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้